Take the responsibility

posted on 16 Mar 2010 10:25 by thibodee

Take the responsibility


what ever is happening around me.


i am responsible for that.



If my friends are good to me , i am responsible,



and if they are not , i am responsible



if my business is up , its due to me


if down , then i am responsible.




this is an attitude that we should adopt.




we should stop complaining and blaming.


we should stop shouting on others


stop saying negative things about others


Just take the responsibility.


this will stop your anger.

this will increase your energies.

this will upgrade you to a higher level.

this will increase positivity in you.

your relationships will improve.

your business will grow.

You will be the most successful person , every day and every way

Blessing,...... great story

posted on 24 Feb 2010 06:53 by thibodee

 His name was Fleming, and he was a poor Scottish farmer.
 One day, while trying to make a living for his family, he
 heard a cry for help coming from a nearby bog. He dropped
 his tools


 and ran to the bog.

 There, mired to his waist in black muck, was a terrified
 boy, screaming and struggling to free himself. Farmer
 Fleming saved the lad from what could have been a slow and
 terrifying death.





 The next day, a fancy carriage pulled up to the
 Scotsman's sparse surroundings. An elegantly dressed
 nobleman stepped out and introduced himself as the father of
 the boy Farmer Fleming had saved.





 'I want to repay you,' said the nobleman. 'You
 saved my son's life.'




 'No, I can't accept payment for what I did,'
 the Scottish farmer replied waving off the offer. At that
 moment, the farmer's own son came to the door of the
 family hovel.





 'Is that your son?' the nobleman asked.




 'Yes,' the farmer replied proudly.




 'I'll make you a deal. Let me provide him with the
 level of education my own son will enjoy If the lad is
 anything like his father, he'll no doubt grow to be a
 man we both will be proud of.' And that he did.


 Farmer Fleming's son attended the very best schools and
 in time, graduated from St. Mary's Hospital Medical
 School in London, and went on to become known throughout the
 world as the noted Sir Alexander Fleming, the discoverer of
 Penicillin..





 Years afterward, the same nobleman's son who was saved
 from the bog was stricken with pneumonia.

 What saved his life this time? Penicillin.


 The name of the nobleman? Lord Randolph Churchill .. His
 son's name?



 Sir Winston Churchill.


 Someone once said: What goes around comes around.


 Work like you don't need the money.


 Love like you've never been hurt.


 Dance like nobody's watching.

 Sing like nobody's listening.

D a D D y

posted on 17 Feb 2010 13:28 by thibodee

 

 

 

cute baby...with dog !!

posted on 09 Feb 2010 14:00 by thibodee

 

 

 

RISK TAKER !!

posted on 30 Dec 2009 08:58 by thibodee

 

30 second Speech by Bryan Dyson

posted on 21 Dec 2009 14:08 by thibodee

 

 

 VERY SHORT, MOST EFFECTIVE AND HOW TRUE

30 second Speech by Bryan Dyson (CEO of Coca Cola)

"Imagine life as a game in which you are juggling some five balls in the air. You name them - Work, Family, Health, Friends and Spirit and you're keeping all of these in the Air.

You will soon understand that work is a rubber ball. If you drop it, it will bounce back.

But the other four Balls - Family, Health, Friends and Spirit - are made of glass. If you drop one of these; they will be irrevocably scuffed, marked, nicked, damaged or even shattered. They will never be the same. You must understand that and strive for it."

WORK EFFICIENTLY DURING OFFICE HOURS AND LEAVE ON TIME. GIVE THE REQUIRED TIME TO YOUR FAMILY, FRIENDS
& HAVE PROPER REST. ---

edit @ 28 Dec 2009 21:49:51 by Bamboo tree

Hold My Hand

posted on 18 Dec 2009 14:26 by thibodee

 

Hold My Hand
จับมือชั้นไว้

Here is a short story with a beautiful message...
เรื่องสั้นๆถ้อยคำสวยงาม...
Little girl and her father were crossing a bridge.
เด็กหญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งกับพ่อของเธอกำลังเดินข้ามสะพานกันไป
The father was kind of scared so he asked his little daughter,
พ่อเกรงว่าลูกสาวจะกลัวจึงเอ่ยกับลูกสาวตัวน้อยๆว่า
'Sweetheart,please hold my hand so that you don't fall into the river.'
ลูกรัก จับมือพ่อไว้นะลูกลูกจะได้ไม่ตกลงไปในแม่น้ำ
The little girl said, 'No, Dad. You hold my hand.'
ลูกสาวตัวเล็กกลับบอกพ่อว่า 'หนูไม่จับมือพ่อหรอกค่ะ พ่อต่างหากที่ต้องจับมือหนู'
'What's the difference?' Asked the puzzled father.
'แล้วมันต่างกันตรงไหนล่ะจ๊ะลูก' พ่อสงสัย
'There's a big difference,' replied the little girl.
'ต่างกันมากเลยค่ะพ่อ' ลูกสาวตัวเล็กตอบ
'If I hold your hand and something happens to me,
'ก็ถ้าเกิดว่าหนูจับมือพ่อแล้วมีอะไรเกิดขึ้นกับหนู
chances are that I may let your hand go.
หนูอาจจะปล่อยมือพ่อไปได้นะ
But if you hold my hand, I know for sure that no matter what happens,
แต่ถ้าเกิดว่าพ่อจับมือหนู หนูรู้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
you will never let my hand go.'
พ่อจะไม่มีวันปล่อยมือหนูเด็ดขาดไงคะ'

ปรัชญาผ้าขี้ริ้ว

posted on 05 Dec 2009 09:57 by thibodee

 

ปรัชญาผ้าขี้ริ้ว



..... ผ้าขี้ริ้วยอมสกปรกเพื่อให้สิ่งอื่นสะอาด
เสน่ห์ของคนอยู่ที่ยอมลำบากเพื่อให้ผู้อื่นเป็นสุข
พ่อแม่ยอมเหนื่อยเพื่อให้ลูกหลานอยู่สุขสบาย
ความสุขแท้ของคนคือการได้ยืนแอบยิ้ม อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผู้อื่น


ผ้าขี้ริ้วดูดซับความสกปรกได้ แต่ก็สลัดความสกปรกออกจากตัวได้ตลอดเวลา
เสน่ห์ของคนอยู่ที่รู้ตัวเองว่าสกปรก ถึงเวลาต้องชำระล้างแล้ว
มิใช่อมความสกปรกไว้แล้ว แกล้งบอกว่าตนเองสะอาด


ผ้าขี้ริ้วเป็นผ้าที่สะอาดที่สุด ในขณะที่คนมองว่าสกปรกที่สุด
เหมือนคนที่ฝึกหัดขัดเกลาตนเอง รู้จักถ่อมตนและอ่อนโยน
ไม่โอหังอวดดีให้เป็นที่รังเกียจหมั่นไส้ของคนอื่น
เขาจะเป็นคนที่มีคุณค่า ไม่ว่าจะมาจากสกุลใด การศึกษามากหรือน้อยก็ตาม
เป็นผู้ใฝ่รู้แต่ไม่อวดดี เหมือนผ้าขี้ริ้วห่อทอง


ผ้าขี้ริ้วถึงจะเป็นผ้าไม่มีราคา แต่มีคุณค่ายิ่งใหญ่ได้
เหมือนคนที่พยายามทำตนให้มีคุณค่า ด้วยการทำงานมิใช่ด้วยการประจบ
ทำตนให้มีประโยชน์ ให้มีค่า ไม่ใช่งอมืองอเท้า น้อยเนื้อต่ำใจในวาสนาชะตาชีวิต
ต้องสร้างกำลังใจให้ตนเองอย่ารอคอยจากคนอื่น


ผ้าขี้ริ้วไม่เกี่ยงงอนว่าจะถูกใช้เช็ดถูอะไร
เหมือนคนที่ยอมตัวอาสาทำงานที่ได้รับมอบหมาย โดยไม่ปริปากบ่น
รู้จักอาสาคน อาสาทำงาน ต้องตั้งใจทำงานโดยไม่เกี่ยงงอน ไม่ว่าจะเป็นงานใด ๆ ก็ตาม คนที่ตกงานเพราะไม่ยอมทำงาน



ผ้าขี้ริ้วยอมให้ถูกใช้งานในที่สกปรกที่สุด
เหมือนคนที่ยอมทำในสิ่งที่คนทั้งหลายรังเกียจ ที่เขาเห็นว่าเป็นงานชั้นต่ำ
แต่ก็ตั้งใจทำให้เป็นของมีค่าขึ้นมาได้ หรือยินดีในการบริการ
เหมือนคนที่อิ่มเอิบเมื่อได้บริการรับใช้คนอื่น รับใช้สังคม
ดีใจเมื่อคนยินดีมาใช้บริการความรู้ ความสามารถของตน
และยินดีที่ได้เสนอตัวเข้าไปบริการมากกว่าเข้าไปบริหาร


ผ้าขี้ริ้วพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลังความสะอาด
เหมือนคนควรพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลัง ความสำเร็จของคนอื่น
ต้องมีความพอใจที่จะทำงานปิดทองหลังพระ เป็นนายอินหรือนางอิน
ผู้ปิดทองหลังพระ มีความสุขและภูมิใจที่ได้มอบความสำเร็จให้คนอื่น
มีมากที่ผู้น้อยบางคน ทำงานแล้วทำให้ผู้ใหญ่เล็กลง ขณะที่ตัวเองโตขึ้น


ผ้าขี้ริ้วทนทานต่อการขัดถูซักล้างไม่เปราะบาง
เหมือนคนที่มีความอดทน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคปัญหา
แม้จะเหน็ดเหนื่อยเพียงใดก็อดทนได้
เพื่อให้สำเร็จ ประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น มีจิตใจหนักแน่นไม่เปราะบางหักง่าย
คือไม่เป็นคนทุกข์ง่ายใจเบา แต่นิ่งและหนักแน่นคงดุจแผ่นดิน


ผ้าขี้ริ้วแม้จะถูกมองว่าเป็นผ้าขี้ริ้ว แต่ไม่ทำตัวให้ขี้เหร่
เหมือนคนที่รู้ตัวเองว่า กำลังถูกึนปรามาสสบประมาท จะต้องตั้งใจเอาชนะอุปสรรค ครั้งนั้นให้ได้
ไม่พ่ายแพ้ต่อคำปรามาสของผู้อื่น
รู้ตัวตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไรและมีกำลังใจในสิ่งนั้น
มองเห็นคุณค่าจากสิ่งที่! คนทั้งหล ายมองว่าไร้ค่า
เมื่อมีปัญหาให้หัดมองสองด้านเสมอ
ผ้าขี้ริ้วมีเสน่ห์เพราะยอมสัมผัสกับสิ่งสกปรก


ชีวิตของคนเราก็เช่นกัน หากทนความทุกข์ยากลำบาก
ยอมสัมผัสกับงานที่ต่ำต้ยได้ก็จะมีเสน่ห์ และมีความหมาย
ทุกคนจึงควรพากเพยรพยายามสร้างเสน่ห์ให้กับชีวิต
อย่างที่ผ้าขี้ริ้วสร้างเสน่ห์ให้กับตนเอง

edit @ 5 Dec 2009 15:45:28 by Bamboo tree

F R I E N D

posted on 25 Nov 2009 08:15 by thibodee

ก - เ ก็ บ เ ร า ไ ว้ ใ น ใ จ
ข - เ ข้ า ใ จ เ ร า
ค - ค อ ย เ ป็ น กำ ลั ง ใ จ ใ ห้ เ ร า
ง - ง้ อ เ ร า เ มื่ อ รู้ ตั ว ว่ า เ ข า ผิ ด
จ - จั บ มื อ เ ร า เ มื่ อ ต้ อ ง ก า ร กำ ลั ง ใ จ
ฉ - เ ฉ ย กั บ ค ว า ม ใ จ ร้ อ น ข อ ง เ ร า
ช - ช่ ว ย เ ห ลื อ เ ร า
ซ - ซื่ อ สั ต ย์ กั บ เ ร า ญ า ติ ดี กั บ เ ร า เ ส ม อ
ด - เ ดิ น เ คี ย ง ข้ า ง เ ร า
ต - ติ ด ต า ม ข่ า ว ค ร า ว ค ว า ม เ ป็ น ไ ป ข อ ง เ ร า
ถ - ไ ถ่ ถ า ม ทุ ก ข์ สุ ข

ท - ทำ ใ ห้ ชี วิ ต ข อ ง เ ร า เ ป ลี่ ย น ไ ป
ธ - ธั ม ม ะ ธั ม โ ม กั บ เ ร า
น - นั บ ถื อ เ ร า แ ล ะ น่ า รั ก ใ น ส า ย ต า ข อ ง เ ร า
บ - บ อ ก ค ว า ม จ ริ ง แ ก่ เ ร า
ป - ป ล อ บ ใ จ เ มื่ อ เ ร า ท้ อ
ผ - ผ า ย มื อ ต้ อ น รั บ เ ร า เ ส ม อ
ฝ - ฝ า ก ค ว า ม จ ริ ง ใ จ ไ ว้ กั บ เ ร า
พ - เ พิ่ ม พ ลั ง ใ ห้ แ ก่ เ ร า
ฟ - ฟั ง เ ร า เ ส ม อ
ภ - ภู มิ ใ จ ใ น ตั ว เ ร า
ม - ม อ บ สิ่ ง ดี ดี แ ก่ เ ร า

ย - ย ก โ ท ษ ใ ห้ กั บ ข้ อ ผิ ด พ ล า ด ข อ ง เ ร า
ร - รั ก ที่ เ ร า เ ป็ น เ ร า
ล - ล ะ เ อี ย ด อ่ อ น กั บ ค ว า ม รู้ สึ ก ข อ ง เ ร า
ว - ไ ว้ ใ จ เ ร า
ศ - ศึ ก ษ า นิ สั ย ที่ แ ท้ จ ริ ง ข อ ง เ ร า
ส - สั ง เ ก ต ค ว า ม เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ใ น ตั ว เ ร า
ห - เ ห็ น คุ ณ ค่ า ข อ ง เ ร า
อ - อ ธิ บ า ย ใ น สิ่ ง ที่ เ ร า ไ ม่ เ ข้ า ใ จ
ฮ - เ ฮ ฮ า กั บ เ ร า ไ ด้ ทุ ก เ ว ล า

 ______________________________________________________________

 

เ พื่ อ น แ ท้

เพื่อนทั่วไปไม่เคยเห็นคุณร้องไห้ เพื่อนแท้มีหัวไหล่ไว้คอยซับน้ำตาคุณ

เพื่อนทั่วไปจะไม่รู้ชื่อพ่อแม่ของคุณ เพื่อนแท้จะมีเบอร์ของท่านไว้ในสมุดจดโทรศัพท์ของเขา

เพื่อนทั่วไปจะถือขวดไวน์ติดมือมางานปาร์ตี้ของคุณ เพื่อนแท้จะมาแต่วันเพื่อช่วยเตรียมงาน

เพื่อนทั่วไปอยากคุยกับคุณถึงปัญหาของเขา เพื่อนแท้อยากช่วยปัดเป่าปัญหาของคุณออกไป

เพื่อนทั่วไปจะพิศวงในเรื่องโรแมนติกเก่าๆ เพื่อนแท้สามารถเอาเรื่องนี้มาอำคุณได้

เพื่อนทั่วไปเวลามาเยี่ยมคุณจะทำตัวเยี่ยงแขก เพื่อนแท้จะตรงรี่ไปเปิดตู้เย็นและบริการตนเอง

เพื่อนทั่วไปคิดว่ามิตรภาพจบลงเมื่อเกิดการทะเลาะถกเถียง เพื่อนแท้รู้ดีว่านั่นจะมิใช่มิตรภาพ จนกว่าคุณได้เคยวิวาทกัน

เพื่อนทั่วไปคาดหวังให้คุณอยู่เคียงข้างเขาเสมอ เพื่อนแท้คาดหวังที่จะอยู่เคียงคุณตลอดไป

เพื่อนทั่วไปจะอ่านข้อความนี้แล้วโยนลงถังขยะ เพื่อนแท้จะเฝ้าส่งต่อๆไป จนกว่าจะมั่นใจว่ามันได้ถึงมือผู้รับ ส่งผ่านให้ใครก็ได้ที่คุณห่วงใย หากคุณได้รับมันกลับมา นั่นหมายว่าคุณได้พบเพื่อนแท้แล้ว

  ______________________________________________________________

 

เมื่อคุณเป็นฝ่ายถูก ใครๆ ก็ยอมรับคุณ
แต่ถ้าคุณเป็นฝ่ายผิด จะมีแต่เพื่อนแท้เท่านั้นที่ยอมรับคุณได้

คนอื่นๆมักจะเริ่มต้นการสนทนาด้วยเรื่องของตัวเขาเอง
แต่เพื่อนแท้มักจะเริ่มต้นด้วยคำถามที่ว่า “ตอนนี้คุณเป็นอย่างไรบ้าง”

คนอื่นมักจะเห็นเป็นเรื่องแปลก ถ้าคุณจะทำตัวงอแงเหมือนเด็กๆ
แต่เพื่อนของคุณกลับเห็นว่า มันเป็นเรื่องปกติที่คุณชอบทำเมื่อตอนอายุ 14 ขวบ

ไม่มีใครเคยรู้จักชื่อเล่นพ่อแม่ของคุณ
นอกจากเพื่อนแท้ และเขายังรู้แม้กระทั่งเบอร์โทรที่ทำงานของพ่อแม่คุณด้วย

เวลาที่คุณจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ที่บ้าน คนอื่นๆ มักจะมาพร้อมกับของขวัญติดมือเล็กๆ น้อยๆ
แต่เพื่อนแท้มักจะมาถึงก่อนเพื่อช่วยคุณทำครัว และจะกลับก็ต่อเมื่อได้ช่วยคุณทำความสะอาดบ้านเสร็จแล้ว

คนอื่นมักจะหงุดหงิดเมื่อคุณโทรศัพท์ไปกวนกลางดึก
แต่เพื่อนแท้ของคุณกลับถามว่า ทำไมคุณหายไปนานอย่างนี้

ไม่เคยมีใครที่คอยซับน้ำตาให้คุณยามร้องไห้
นอกจากเพื่อนแท้เท่านั้น

คนอื่นมักจะถามถึงปัญหาของคุณด้วยความอยากรู้อยากเห็น
แต่เพื่อนแท้มักจะถาม เพื่อต้องการที่จะช่วยเหลือคุณ

คนอื่นจะคอยสงสัยเรื่องราวความรักในหนหลังของคุณ
แต่เพื่อนแท้มักจะคอยแกล้งพูดถึงมันบ่อยๆ

เวลาคนอื่นไปเยี่ยมบ้านคุณ เขามักจะทำตัวเหมือนแขก
แต่เพื่อนแท้จะเดินไปเปิดตู้เย็นหาน้ำดื่มเอง เหมือนเขาเป็นเจ้าบ้านคนหนึ่ง

คนอื่นมักจะคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเขาจบลงเมื่อเกิดการโต้แย้ง
แต่เพื่อนแท้กลับคิดว่าหลังจากได้ทะเลาะกันแล้ว มันยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเขาแน่นแฟ้นขึ้น

คนอื่นมักจะคิดเสมอๆ ว่า คุณพร้อมที่จะอยู่ตรงนั้นเพื่อเขา
แต่เพื่อนแท้กลับคิดว่า เขาพร้อมที่จะอยู่ตรงนั้นเพื่อคุณตลอดไป

  ______________________________________________________________


 

คอยเตือน ยามเพื่อนพลั้ง คอยฟัง ยามเพื่อนขอ
คอยรอ ยามเพื่อนสาย คอยพาย ยามเพื่อนพัก
คอยทัก ยามเพื่อนทุกข์ คอยปลุก ยามเพื่อนท้อ
คอยง้อ ยามเพื่อนงอน คอยสอน ยามเพื่อนผิด
คอยสะกิด ยามเพื่อนเผลอ คอยเจอ ยามเพื่อนหา
คอยลา ยามเพื่อนกลับ คอยปรับ ยามเพื่อนเปลี่ยน
คอยเรียน ยามเพื่อนเที่ยว คอยเคี่ยว ยามเพื่อนเล่น
คอยเย็น ยามเพื่อนร้อน คอยหอน ยามเพื่อนเห่า
คอยเฝ้า ยามเพื่อนฟุบ คอยอุบ ยามเพื่อนปิด
คอยคิด ยามเพื่อนถาม คอยปราม ยามเพื่อนหลง
คอยปลง ยามเพื่อนแกล้ง คอยแบ่ง ยามเพื่อนหมด
คอยอด ยามเพื่อนทาน คอยคาน ยามเพื่อนล้ม
คอยชม ยามเพื่อนชนะ คอยสละ ยามเพื่อนชอบ

 

 

edit @ 26 Nov 2009 09:29:07 by Bamboo tree

คุ้กกี้ ที่ สนามบิน

posted on 24 Nov 2009 09:12 by thibodee

ที่สนามบินนานาชาติระดับโลก มีนักธุรกิจหญิงแต่งตัวดี จำเป็นต้องรอเวลาถึง 3 ชั่วโมง

ในการเปลี่ยนเครื่องบินเพื่อไปจุดหมายปลายทาง เธอจึงตัดสินใจเดินไปซื้อหนังสือ 1 เล่ม และคุ๊กกี้ 1 ห่อ

และเตรียมหาที่นั่งเพื่ออ่านและกิน ฆ่าเวลาไปพลาง ๆ เธอสอดส่ายมองหาที่นั่งได้ 1 แห่ง

เมื่อนั่งลงก็เตรียมหนังสือและคุ๊กกี้ เพื่ออ่านและกินไปพลาง ๆ เธอสังเกตเห็นว่าข้าง ๆ

เธอมีชายหนุ่มซึ่งนั่งเหยียดกายอย่างไม่สนใจใคร ว่าจะมีใครนั่งอยู่ข้าง ๆ เขาสักครู่หนึ่ง ขณะที่เธออ่านหนังสือ

ชายหนุ่มก็หยิบขนมคุ๊กกี้ออกจากถุง ซึ่งวางอยู่ระหว่างคนทั้งสอง

แล้วกินมันอย่างละชิ้นเธอมองด้วยความโกรธแต่ไม่ต้องก ารทำเรื่องวุ่นวาย เธอจึงทำเป็นไม่สนใจ

เธอเริ่มรู้สึกเบื่อที่จะกินคุ๊กกี้และเฝ้ามองนาฬิกา


ในขณะที่ชายหนุ่มซึ่งเป็นผู้ขโมยไร้ยางอาย กำลังกินมันให้หมดสิ้นไป เธอเริ่มโมโหและคิดในใจว่า

"ถ้าฉันไม่ใช่ผู้ดีมีการศึกษาแล้วละก็....ฉันจะชกหน้า เจ้าหมอนี้ให้แหลกไปเลย"

ทุกครั้งที่เธอหยิบกิน 1 ชิ้น ชายหนุ่มก็หยิบมันกิน 1 ชิ้น

ทั้งสองส่งสายตามองกัน เมื่อคุ๊กกี้เหลือเพียงชิ้นสุดท้าย เธอหยุดและอยากรู้ว่าชายหนุ่มจะทำอย่างไร

ชายหนุ่มค่อย ๆ หยิบคุ๊กกี้ชิ้นสุดท้ายแล้วหักออกเป็น 2 ชิ้น ส่งให้เธอครึ่งชิ้นและกินเองครึ่งชิ้น

เธอรับจากชายหนุ่มอย่างรวดเร็วและคิดในใจว่า

"เขาช่างเป็นคนไร้มารยาทสุดๆ


ช่างไร้การศึกษา ไม่มีแม้แต่พูดขอบคุณสักคำ"

เธอลุกขึ้นหยิบข้าวของทั้งหมดแล้วตรงไปยังประตูขึ้นเ ครื่อง

ไม่แม้แต่เหลียวหลังกลับมามองหัวขโมยผู้ไร้มารยาทซึ่ งยังนั่งอยู่ที่เดิม

ภายหลังจากขึ้นเครื่องและนั่งประจำที่อย่างสบายแล้ว

เธอก็หยิบหนังสือที่อ่านค้างอยู่ขึ้นมาอีกครั้ง


ในขณะที่หยิบหนังสือจากกระเป๋า ก็พบว่ามีขนมคุ๊กกี้ 1 ห่อ

เธอตกใจมาก

ถ้าคุ๊กกี้ของฉันยังอยู่ที่นี่ ก็แปลว่า.....คุ๊กกี้ห่อนั้นเป็นของชายหนุ่มที่แบ่งใ ห้เธอกิน

เธอลุกขึ้นทันที แล้ววิ่งออกจากเครื่องบินไปยังที่นั่งของชายหนุ่ม แต่คงเหลือแต่ที่นั่งว่างเปล่า

มันสายไปเสียแล้วที่จะได้ขอโทษชายหนุ่ม ระหว่างเดินกลับเข้าเครื่อง

เธอรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ

เธอนั่นเองที่ไร้มารยาท

เป็นหัวขโมยที่ไร้การศึกษาตัวจริง..........

มีกี่ครั้งในชีวิตของคนเรา ที่ค้นพบในภายหลังว่า "สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ใช่เรื่องจริง มันเป็นการเข้าใจผิด

มีกี่ครั้งในชีวิตที่เราขาดความไว้วางใจผู้อื่น และทำให้เราตัดสินผู้อื่นจากความคิดเย่อหยิ่งของเราเ อง

ซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริงมากมาย"

..........นี่แหละที่ทำให้เราต้องคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกก่ อนตัดสินผู้อื่น หลาย ๆ

สิ่งไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น ควรมองผู้อื่นในแง่ดี แล้วคอยสงสัยตัวเองว่า

"เรามองโลกในแง่ดีพอแล้วหรือยัง?

เราเคยแบ่งปันอะไรแก่คนอื่นบ้างหรือไม่"..........